เตือนภัยฝนตกชุก-ฝนฟ้าคะนอง-และแนวทางรับมือสำหรับเกษตรกร

เตือนภัยฝนตกชุก ฝนฟ้าคะนอง และแนวทางรับมือสำหรับเกษตรกร

เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ช่วงมรสุม ที่สภาพอากาศส่วนใหญ่มีฝนตกชุกอย่างต่อเนื่องและมีเมฆมาก ความถี่ของฝนตกและฝนฟ้าคะนองบางปีอาจสูงถึง 70% ที่อุณหภูมิเฉลี่ย 30 ถึง 34 องศาเซลเซียส สภาพอากาศที่ทั้งร้อนและชื้นสูงลักษณะนี้ เป็นสัญญาณเตือนภัยธรรมชาติที่ภาคการเกษตรต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด บทความนี้ชวนอ่านวิธีรับมือกับภัยธรรมชาติใดบ้างและทางออกโดยเฉพาะสำหรับเกษตรกร

ภัยธรรมชาติและปัญหาที่เกษตรกรต้องเผชิญช่วงฝนตกชุกและฝนฟ้าคะนอง

1. น้ำท่วมฉับพลันและน้ำขัง ปริมาณน้ำฝนตกสะสมต่อเนื่องกันหลายวัน มีโอกาสเกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำที่ไม่มีการระบายน้ำที่ดี เมื่อรากพืชขาดออกซิเจน ส่งผลให้รากเน่าและต้นพืชเฉาตาย รวมถึงน้ำที่ท่วมพื้นที่เพาะปลูกก็ยังพัดพาเศษวัสดุต่างๆ มากับน้ำสร้างความเสียหายกับพื้นที่เพาะปลูกได้อีกทางด้วย

2. การระบาดของโรคพืชและแมลงศัตรูพืช สภาพอากาศที่อับชื้นและความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูง เป็นปัจจัยเร่งให้เกิดเชื้อราได้ง่าย เช่น โรคใบจุด โรคราต่างๆ และโรครากเน่าโคนเน่า การฟักตัวของศัตรูหนอนศัตรูพืชบางชนิดก็เจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมแบบนี้เช่นกัน

3. พืชผลเกษตรได้รับความเสียหายจากลมแรง ในช่วงที่มีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรงอาจทำให้ไม้ผลร่วงเสียหาย ลำต้นหักล้ม ระวังสิ่งปลูกสร้างและโรงเรือนที่ไม่แข็งแรงอาจได้รับความเสียหายจากแรงลมเช่นกัน


เตือนภัยฝนตกชุก-ฝนฟ้าคะนอง-และแนวทางรับมือสำหรับเกษตรกร-info

แนวทางการเตรียมความพร้อมตามสำหรบเกษตรกร เพื่อลดความเสียหายและรักษาผลผลิต มีดังนี้

1. วางระบบระบายน้ำและขุดลอกร่องสวน ตรวจสอบทางระบายน้ำร่องสวนในแปลงเกษตรอย่างถี่ถ้วน ว่ามีความลาดเอียงที่เหมาะสมสำหรับระบายน้ำ ทางน้ำไม่โดนกัดเซาะ นำเลนสะสมและเศษวัชพืช กิ่งไม้ ดินโคลนที่ขวางทางน้ำออกด้วย เพื่อให้การระบายน้ำเป็นไปได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดฝนตกหนัก

2. ปรับปรุงดินและควบคุมโรคพืชด้วยวิธีทางชีวภาพ สามารถโรยปูนขาวเพื่อปรับสภาพกรดด่างของดิน หรือฉีดพ่นเชื้อราดีที่มีคุณสมบัติในการควบคุมและทำลายเชื้อราซึ่งเป็นสาเหตุโรคพืชทางดิน วิธีนี้ไม่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์เลี้ยง โดยเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่ง

    อย่างไรก็ดี คำแนะนำข้างต้นเป็นการดำเนินการเชิงป้องกัน ไม่ใช่การรักษาโรคพืชที่ระบาดแล้ว การดูแลรักษาแปลงเพาะปลูกไม่ให้มีน้ำท่วมขังเป็นปัจจัยสำคัญอันดับแรกที่ทำให้ผลผลิตไม่เสียหายจากโรคพืชในช่วงน้ำมาก ร่วมกับการติดตามพยากรณ์อากาศอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มีเวลาวางแผนและเตรียมตัว

3. ตัดแต่งกิ่งและทำไม้ค้ำยันลำต้น สำหรับพืชลำต้นสูง เกษตรกรควรตัดแต่งกิ่งที่ขนาดใหญ่ มีใบไม้หนาทึบออก เพื่อลดการต้านลมจนหักโค่น และทำไม้ค้ำยันลำต้นเพื่อป้องกันการล้มเมื่อเกิดพายุฝนลมแรง

    การเตรียมพื้นที่เพาะปลูกรับมือกับฝนตกหนักและลมแรง รวมถึงฟื้นฟูพื้นที่หลังฝนตก ล้วนต้องใช้เงินทุนหมุนเวียน เพื่อซื้อยาฉีดพ่น ค่าแรงคนงาน ค่าน้ำมันเครื่องจักรพาหนะ และค่าใช้จ่ายการปรับปรุงระบบระบายน้ำ สินเชื่อรถไถรถแทรกเตอร์คือทางออกในการเปลี่ยนทรัพย์สินที่มีเป็นเงินทุนหมุนเวียนฉุกเฉิน ผ่านช่วงนี้ไปได้อย่างไร้อุปสรรค ให้ฟ้าฝนเป็นแค่เรื่องของธรรมชาติ ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับเกษตรกรนักสู้ สบาย ลีสซิ่ง อยู่เคียงข้างเกษตรกรเสมอ พร้อมบริการทุกฤดูกาล สนใจโทร 055-000-555 หรือช่องทางออนไลน์ต่างๆ ทาง LINE Official @sabuyleasing (มีเครื่องหมาย @ ด้านหน้า) หรือเพจเฟซบุ๊ก สบาย ลีสซิ่ง เพราะทุกความสบายใจเป็นไปได้ที่ สบาย ลีสซิ่ง